ดินสไลด์ทับทางขึ้นพระธาตุดอยตุง

ดินสไลด์ทับทางขึ้นพระธาตุดอยตุง งดสัญจร

ดินสไลด์ทับทางขึ้นพระธาตุดอยตุงงดใช้เส้นทาง เจ้าหน้าที่เร่งเปิดทางขึ้น
หลังจากที่ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้เกิดดินสไลด์ลงมาปิดทับเส้นทางขึ้นพระธาตุดอยตุง ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นครั้งที่2โดยจุดที่เกิดดินสไลด์ล่าสุด ห่างจากจุดแรก200เมตร บริเวณ ถนนหมายเลข 1390 กม.1+800 ซึ่งเป็นถนน2ช่องทางจราจร โดยดินได้สไลด์ลงปิดทับเส้นทางจนรถไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้
หลังจากเกิดดินสไลด์ลงมาปิดทับเส้นทาง นายนิคม เทพบุตร ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเชียงรายที่1 ได้ให้ทางหมวดทางหลวงแม่สาย นำเจ้าหน้าที่พร้อมรถขุดตัก เข้าดำเนินการเร่งเปิดเส้นทาง และนำดินที่สไลด์ลงมาออก ทั้งนี้ได้แบ่งการทำงานเป็น2จุด เพราะในจุดแรก กม.1+600 ยังมีดินสไดล์ลงมาทับเส้นทางเช่นกัน ทั้งนี้คาดว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถเปิดใช้เส้นทางให้รถยนต์ขึ้นลงพระธาตุดอยตุงได้ตามปกติในวันจันทร์ที่24กรกฎาคม2560 เพราะต้องทำให้เส้นทางมีความปลอดภัยในการเดินทางของนักท่องเที่ยว
ส่วนเส้นทางที่มีดินสไลด์ปิดทับเส้นทางนั้น เป็นขึ้นไปพระธาตุดอยตุง อยู่บริเวณหลังวัดพระธาตุดอยตุง ซึ่งนักดท่องเที่ยวหากจะเดินทางขึ้นไปกราบไหว้พระธาตุดอยตุงช่วงนี้จะต้องเดินเท้าเพียงอย่างเดียว ระยะทางเดินประมาณ2กิโลเมตร ขณะที่การซ่อมแซมจุดดินสไลด์จุดแรกได้ดำเนินการแล้วเสร็จแล้ว รวมทั้งการวางเสาไฟฟ้าใหม่จำนวน7ต้น ที่หักเสียหายจากครั้งก่อน(เหตุการณ์ครั้งก่อน19กรกฎาคม2560)
ด้านนานณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทุกอำเภอ มีการสำรวจความเสียหายจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ว่ายังเกิดกับพื้นที่ใด และหากพบความเสียให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือชาวบ้าน และแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว อย่างไรก็ตามได้ย้ำเตือนในพื้นที่เฝ้าระวังทั้งดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง มีการติดตามสถานการณ์ฝนตกอย่างต่อเนื่องไปอีก2-3 วัน เพราะอาจเกิดผลกระทบจากฝนที่ตกลงมาได้

‘ฝน-ลม’ กระหน่ำไร่ชาวเขา

‘ฝน-ลม’ กระหน่ำไร่ชาวเขาพบพระ เสียหาย กว่า 5 ไร่

“ฝน-ลม” กระหน่ำไร่ข้าวโพด-ถั่วฟักยาว ชาวเขาอ.พบพระ เสียหาย กว่า 5 ไร่
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อ.พบพระ จ.ตาก ว่า ในระยะนี้มีฝนตกลงมาอย่างเนื่อง บางครั้งมีลมพัดแรง โดยเฉพาะพื้นที่สูง ของอำเภอพบพระ มีฝนตกทุกวัน และลมกรรโชกแรง ทำให้พืชไร่ของชาวเขา และชาวไทย หรือ เกษตรกรในพื้นที่ บ้านทหารผ่านศึก หมู่ที่ 4 ตำบลรวมไทยพัฒนา ได้รับความเสียหายมาก เบื้องต้น ต้นข้าวโพดข้าวเหนียว และข้าวโพดแป้ง รวมทั้งต้นถั่วฝักยาว ล้มระเนนาด จากการสำรวจเบื้องต้น มีพืชไร่ได้รับความเสียหาย ประมาณ 5 ไร่
นางสาวคำแก้ว ซื่อสัตย์ อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 4  อ.พบพระ จ.ตาก กล่าวว่า ได้เกิดฝนตกหนัก และมีลมพัดแรง ทำให้ไร่ถั่วฟักยาว และข้าวโพดข้าวเหนียว,ข้าวโพดแป้ง ของต้นเองล้มเสียหายไป 2 ไร่

เด้งปศุสัตว์อำเภอเข้าค้อ

เด้งปศุสัตว์อำเภอเข้าค้อ สอบข้อเท็จจริงกรณี’ควายบุญรอด’

จังหวัดสั่งปศุสัตว์อำเภอเข้าค้อ ออกนอกพื้นที่ ไปปฏิบัติราชการที่ปศุสัตว์จังหวัดชั่วคราว เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเกษตรกรนำควายบุญรอดไปขาย พร้อมรายงานผลภายใน 7 วัน
ความคืบหน้ากรณี “บุญรอด” ควายเพศเมียที่มีผู้ใจบุญไถ่ชีวิตไว้ และถูกนำไปมอบให้ปศุสัตว์อำเภอเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เลี้ยงดู แต่ภายหลังกับมีเกษตรกรโครงการธนาคารโคกระบือขายบุญรอดให้พ่อค้าจรไป จนขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม กระทั่งทางจังหวัดสั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและให้รายงานผลภายใน 7 วัน พร้อมให้สั่งให้ปศุสัตว์อำเภอเขาค้อแจ้งความดำเนินคดีกับเกษตรกรรายดังกล่าว ล่าสุดทางจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มีคำสั่งให้นายสมภาร จิตนันท์ ปศุสัตว์อำเภอเขาค้อ เดินทางมาปฏิบัติราชการที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อทางราชการ
นอกจากนี้นายรพีภัค ธราธรพิทักษ์ ผู้ไถ่ชีวิต“บุญรอด”ได้เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด โดยมีนายกฤษณ์ ครองเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นผู้รับหนังสือ โดยนายรพีภัคขอให้ทางจังหวัดเร่งตรวจสอบพฤติกรรมปศุสัตว์และเกษตรกรในโครงการธนาคารโคกระบือฯดังกล่าว โดยให้เหตุผลพบพิรุธและความไม่ชอบมาพากลขึ้น รวมทั้งอาจส่อทุจริตกันขึ้น โดยนายรพีภัคยังระบุถึงโครงการธนาคารโคกระบือฯเป็นโครงการที่ดีช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน แต่มีปัญหาที่บุคคลและเจ้าหน้าที่อยากให้ตรวจสอบทั่วประเทศ.

แป็กหื่นโหด’กลัวประชาทัณฑ์

คาด “แป็กหื่นโหด” กลัวประชาทัณฑ์ ด้าน “ผู้การแปดริ้ว” แจงผู้ต้องหาไม่ทำแผน-ขอขมาดญ.วัย14 ฝ่ายญาติเข้าใจพร้อมมอบดอกไม้ให้กำลังใจตร.
วันที่ 21 ก.ค. 60 เวลา 08.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.ธีรพล จินดาหลวง ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงการทำความเข้าใจต่อชาวบ้านที่มารวมตัวชุมนุมเรียกร้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโพธิ์ นำตัวนายแป็ก หรือนายสุพรชัย หนูน้อย อายุ 31 ปี ชาว จ.ขอนแก่น ผู้ต้องหาในคดีข่มขืนบีบคอฆ่า ด.ญ.สาว อายุ 14 ปี ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และขอขมาศพว่า ได้ทำการพูดคุยกันกับทางญาติจนเป็นที่เข้าใจแล้ว

พล.ต.ต.ธีรพล กล่าวอีกว่า เรื่องการทำแผนนั้นไม่มีความจำเป็นเนื่องจากผู้ต้องหานั้นได้จำนนต่อหลักฐานแล้ว และหลักฐานที่มีอยู่นั้นเพียงพอที่จะทำให้ศาลสั่งลงโทษผู้ต้องหาได้แล้ว ตลอดจนในเรื่องของความปลอดภัยนั้น เมื่อทราบว่ามีกลุ่มชาวบ้านหรือม็อบเกิดขึ้นมาแล้วนั้น สถานการณ์อาจจะไม่สามารถทำการควบคุมให้อยู่ได้ จนอาจเกิดความเสียหายแก่ตัวผู้ต้องหาเองรวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำการควบคุมตัวไป และเรื่องของการที่จะให้ผู้ต้องหาไปขอขมาศพนั้น หากผู้ต้องหาไม่ยินยอมไป ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพาไปซึ่งเราไปบังคับเขาไม่ได้

เหตุเพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเราที่จะไปบังคับเขาให้ไปขอขมาศพ จึงอยู่ที่ความสมัครใจของเขาเองว่า เขาจะไปหรือไม่ และการที่เขาไม่ยินยอมที่จะไปทำการขอขมาศพนั้น ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกแล้วว่า ที่เขาถูกจับกุมตัวและยอมรับสารภาพนั้น ไม่ใช่เพราะเขาสำนึกในความผิดจากการกระทำ แต่เป็นเพราะด้วยจำนนต่อหลักฐาน ซึ่งตัวผู้ต้องหาไม่ได้ยินยอมทั้งสองกรณี ทั้งการไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และการที่จะเข้าไปขอขมาศพ

หลังจากทางญาติได้รับฟังการชี้แจงจากเราแล้ว จึงได้เข้าใจตรงกัน และในวันนี้ เวลา 11.00 น.ทางญาติจะได้นำช่อดอกไม้เข้ามามอบเพื่อขอบคุณต่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กองบังคับการ ภ.จว.ฉะเชิงเทรา อีกครั้ง ซึ่งเราก็ได้ให้ความมั่นใจแก่ทางญาติไปว่า คดีนี้เราจะดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาจนถึงที่สุดด้วยความรอบครอบและรวดเร็ว ส่วนผู้ต้องหารายนี้ได้เคยไปก่อเหตุ คดีข่มขืนอีกในเขตพื้นที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เมื่อ มิ.ย.60 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ไปก่อเหตุกระทำการข่มขืนหญิงสาวอีก 1 คดี ซึ่งได้มีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความดำเนินคดีเอาไว้แล้ว เมื่อรวมกับคดีพยายามชิงทรัพย์ 1 คดี และคดีชิงทรัพย์อีก 2 คดี ในท้องที่ สภ.พนัสนิคม ผู้ต้องหาก็จะถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก 3-4 คดี

โดยในคดีข่มขืนนั้นไม่ทราบว่ามีทั้งหมดกี่คดีในพื้นที่ สภ.พนัสนิคม แต่ได้ที่มีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความ จำนวน 1 คดี ซึ่งในตอนนี้ทางพนักงานสอบสวนจาก สภ.พนัสนิคม ได้เข้ามาทำการอายัดตัว และสอบปากคำไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับการก่อเหตุในท้องที่ สภ.พนัสนิคม นั้น ผู้ต้องหาไม่ได้ฆ่าเหยื่อ เพราะผู้เสียหายเป็นผู้ใหญ่อายุกว่า 30 ปีแล้ว และเป็นคนที่ผู้เสียหายไม่รู้จักหน้ากันมาก่อน ไม่เหมือนกันกับคดีของน้องพลอย ที่ผู้ตายนั้นรู้จักหน้ากันกับผู้ต้องหา จึงเกรงกลัวความผิดและลงมือฆ่า

ศาลอนุมัติหมายจับคนร้ายฆ่าเศรษฐี

ศาลอนุมัติหมายจับคนร้ายฆ่าเศรษฐีเงินกู้จ.สุราษฎร์ธานี

ศาลสุราษฎร์ธานี อนุมัติหมายจับคนร้ายฆ่าเศรษฐีเงินกู้ พบประวัติก่อเหตุโชกโชน ด้านผู้การฯสั่งล่าตัว เชื่อยังกบดานในพื้นที่
จากกรณีคนร้ายปลอมตัวเป็นสาวประเภทสองบุกเข้าทำร้ายร่างกาย ใช้ผ้าขนหนูและผ้าห่มมัดมือ มัดเท้า มัดปาก ใช้เทปกาวรัดลำคอ และตีด้วยของแข็งที่บริเวณศีรษะนางนันทา จันทนา อายุ 66 ปี อาชีพปล่อยเงินกู้และรับจำนำที่ดิน เป็นที่รู้จักกันดีในตัวเมืองสุราษฎร์ธานี เสียชีวิตอย่างทรมาน เหตุเกิดที่อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 137/129 ถนนศรีเกษม ตรงข้ามโรงฆ่าสัตว์เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี หมู่ที่ 1 ต.มะขามเตี้ย อ.เมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยมีภาพวงจรปิดเห็นชัดเจน

ล่าสุด วันที่ 21 ก.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจได้ขออนุมัติหมายจับกุมนายสุภาพ คงเกษตร อายุ 48 ปีจากศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว

พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ตำรวจชุดสืบสวนไล่ล่าอย่างกระชั้นชิดแล้วเชื่อมั่นว่าจับกุมได้ในเร็วๆ นี้ โดยคนร้ายมีประวัติการก่อคดีโชกโชนและเพิ่งพ้นโทษออกมาในคดีปล้นทรัพย์ และตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างการประกันตัวสู้คดีปลอมแปลงเอกสารในพื้นที่ อ.พุนพิน ได้สั่งการให้กำลังตำรวจในพื้นที่เร่งติดตามไล่ล่าอย่างกระชั้นชิดและต้องจับกุมให้ได้ในเร็วๆ นี้

ฝากขังผู้ต้องหาฆ่าข่มขืนดญ.14

ฝากขังผู้ต้องหาฆ่าข่มขืนดญ.14 เผยยังไม่มีกำหนดเผาศพ

ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาข่มขืนฆ่า เด็กหญิงวัย 14 ปี ไปฝากขังยังศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะญาติเข้าขอบคุณตำรวจ ระบุยังไม่มีกำหนดการเผาจริงร่างของน้องพลอย คาดช่วงสัปดาห์หน้าจะมีพิธีทำบุญแล้วเผาเลย

มารดาของ ด.ญ.วัย 14 ปี ที่ถูกนายแป็ก หรือนายสุพรชัย หนูน้อย อายุ 31 ปี ชาว จ.ขอนแก่น บุกเข้าไปข่มขืนและบีบคอฆ่าเมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 13 ก.ค.60 ที่ผ่านมา พร้อมด้วยผลุงและบุตรสาวอีก 2 คน รวม 4 คน ได้เดินทางมาเข้าพบ พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ สระทองออย ผกก.สืบสวน ภ.จว.ฉะเชิงเทรา เพื่อมอบช่อดอกไม้เพื่อเป็นการขอบคุณการทำงาน ที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมคนร้ายเพื่อนำตัวมาลงโทษตามกฎหมายได้

หลังจากนั้นจึงได้เดินทางทางขึ้นไปยังที่กองบังคับการตำรวจภูธร จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อมอบช่อดอกไม้ให้แก่ทาง พล.ต.ต.ธีรพล จินดาหลวง ผบก. ภ.จว.ฉะเชิงเทรา และ พ.ต.อ.ชิดพล ยืนยาว ผกก.บ้านโพธิ์ ที่เดินทางมาร่วมประชุมยังที่ ศปก. ภ.จว.ฉะเชิงเทรา พร้อมกันพอดี พร้อมมีการกล่าวให้กำลังใจต่อทางครอบครัวของผู้เสียชีวิต และจะประสานไปยังหน่วยงานทางยุติธรรมให้ได้รับสิทธิ์ในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อทางคดีอาชญากรรมให้ต่อไป

ขณะเดียวกัน ร.ต.อ.เสถียรพงษ์ อ่อนศรีทอง รองสารวัตรสอบสวน สภ.บ้านโพธิ์ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี กล่าวว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ได้นำตัวผู้ต้องหาที่ได้ทำการย้ายสถานที่ในการควบคุมตัวจาก สภ.บ้านโพธิ์ ไปทำการควบคุมตัวเอาไว้ยังที่ห้องขังของ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา เนื่องจากหวั่นเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย หลังจากได้มีกลุ่มชาวบ้านเดินทางเข้ามารวมตัวกดดันให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนและขอขมาผู้เสียชีวิต เมื่อช่วงบ่ายวานนี้เป็นจำนวนมาก

ไปทำการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากกระพุ้งแก้ม และฝ่าเท้า เพื่อนำส่งไปตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อเปรียบเทียบกับรอยเท้าที่พบบนผ้าปูที่นอน และคราบอสุจิ ที่พบบนเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิต ในการยืนยันตัวผู้ต้องหาอีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมาได้เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอมาจากของใช้ส่วนตัวของคนร้าย เช่น หวี มีดโกน และก้นบุหรี่ ในที่พักของผู้ต้องหานำไปส่งตรวจพิสูจน์

แต่ในวันนี้ได้นำตัวผู้ต้องหามาส่งให้ทางกองวิทยาการพิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.ฉะเชิงเทรา ได้ทำการเก็บเนื้อเหยื่อดีเอ็นเอ จากตัวผู้ต้องหาเพื่อนำไปส่งตรวจยืนยันตัวอีกครั้ง จากนั้นจึงได้นำตัวไปส่งฝากขังยังที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ร.ต.อ.เสถียรพงษ์ กล่าว

ด้าน แม่เหยื่อกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวันว่าจะทำการเผาศพจริงของน้องพลอยในวันไหน แต่คาดว่าน่าจะเป็นในช่วงของสัปดาห์หน้า แต่ยังต้องรอทำการปรึกษากับทางญาติๆ อีกครั้ง โดยจะมีพิธีทำบุญและทำการเผาศพเลย เพราะที่ผ่านมาได้มีพิธีการประกอบพิธีทางศาสนาไปแล้ว ส่วนเรื่องเกี่ยวกับคดีและการที่เจ้าหน้าที่ไม่นำตัวผู้ต้องหาไปขอขมาศพ และทำแผนนั้นตนมีความเข้าใจตรงกันกับทางตำรวจแล้วว่าคดีมันจบแล้วก็ให้ดำเนินคดีไปตามกระบวนการของกฎหมายไป

ขณะเดียวกันทางพี่ชายของตนก็ได้พ้นผิดไปแล้ว ซึ่งเป็นไปตามความมั่นใจของตนตั้งแต่แรกแล้วว่า พี่ชายของตนนั้นไม่ได้ทำ และก็ดีใจที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ ตนจึงพึงพอใจแล้ว และขอฝากขอบคุณไปยังทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคน ที่ได้เข้ามาร่วมทำคดีนี้จนสำเร็จ

ประวิช ยันจำเป็นต้องยื่นศาลรธน.ตีความร่างพ.ร.ป.กกต.

“ประวิช” ยันจำเป็นต้องยื่นศาลรธน.ตีความร่างพ.ร.ป.กกต. เผยไม่ติดใจปมเซตซีโร่ ชี้เกมโอเวอร์แล้ว

นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ กกต.ทั้ง 5 คนได้เซ็นลงนามในหนังสือที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติระกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่เป็นที่เรียบร้ยแล้ว โดยสำนักกฎหมายและคดีจะเป็นตัวแทนของสำนักงานฯ ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ใน 2 ประเด็น คือเรื่อง การตัดอำนาจ กกต.แต่ละคนในการระงับยับยั้งการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตในหน่วยหรือเขตเลือกตั้งที่ไปพบ และเรื่อง กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เอง ต้องมอบให้ส่วนราชการ หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินงาน เราเห็นว่าอาจมีปัญหาทางข้อกฎหมายในอนาคต จึงจำเป็นต้องยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ส่วนเรื่องเซตซีโร่ กกต. ยืนยันว่า กกต.ไม่ติดใจ เพราะกระบวนการเสร็จสิ้นไปแล้ว อีกทั้ง กกต.ชุดนี้รับทราบดีว่าจะต้องอยู่รักษาการเพื่อเตรียมงานต่างๆก่อนส่งไม้ต่อให้ กกต.ชุดใหม่
“การยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นการส่งเฉพาะเรื่องที่เห็นว่าเป็นปัญหาทางข้อกฎหมาย ถ้าไม่ทำความเห็นไว้ตรงนี้ แล้วเกิดมีปัญหาในอนาคตจะกลายเป็นว่า กกต.ไม่ทักท้วง ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาอย่างไร จะรับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ กกต.ถือว่าทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอย่างไร เราก็เคารพ เพราะเราไม่ได้ต้องการยื้อโรดแมปการเลือกตั้ง หรือทำเพื่อให้ กกต.ชุดปัจจุบันทำหน้าที่ต่อไป ขอย้ำว่าเราไม่ติดใจว่าจะอยู่หรือไม่ เพราะเกมมันโอเวอร์แล้ว”นายประวิช กล่าว
นายประวิช ยังกล่าวอีกว่า ส่วนที่มีข่าวว่า กกต.จะยื่นเรื่องผ่านทางนายกรัฐมนตรีนั้น ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เพราะ กกต.ไม่เคยมีมติว่าจะส่งเรื่องผ่านช่องทางดังกล่าว

ศานิตย์’แจงแปลเอกสารสำนวนคดี

‘ศานิตย์’แจงแปลเอกสารสำนวนคดี ‘บอส อยู่วิทยา’ ส่งกองตปท.แล้ว

“ผบช.น.” แจงแปลเอกสารสำนวนคดี “บอส อยู่วิทยา” เสร็จแล้ว ส่งให้กองการต่างประเทศตั้งแต่เมื่อวานนี้ เผยอยากให้ปชช.สบายใจกฎหมายมีไว้คุ้มครองคนดี ตำรวจบังคับใช้กม.อย่างเสมอภาค
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 21 กรกฎาคม – พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. กล่าวถึง ความคืบหน้าการแปลเอกสารสำนวนคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทตระกูลมหาเศรษฐี ว่าเอกสารดังกล่าวได้แปลเสร็จและได้ส่งให้ทางกองการต่างประเทศตั้งแต่เมื่อวานนี้ มีการลงเลขรับหนังสือไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องส่งไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งประเทศที่เป็นปลายทางเป็นประเทศที่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย

พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่าคดีนี้ จะให้มันง่ายที่สุดต้องให้นายวรยุทธมาสู้คดีก็จบเพราะกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนค่อนข้างจะใช้เวลา ซึ่งตนก็อยากให้เป็นกรณีตัวอย่างให้ประชานสบายใจได้ว่า กฎหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองคนดีเจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค บางเรื่องอาจจะล่าช้าไปบ้างก็ต้องมาปรับปรุงกัน

พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ชี้มูลความผิด7นายตำรวจว่า มีส่วนช่วยให้คดีล่าช้าและไม่ให้ถูกดำเนินคดีนั้นเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับปปช.ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องตนไม่ขอออกความเห็น

ปธ.กรธ.ไม่รู้ใครเสนอยุบพรรค

ปธ.กรธ.ไม่รู้ใครเสนอยุบพรรค หากพบทุจริตไพรมารี่โหวต

“มีชัย” ไม่รู้ใครเสนอ “ยุบพรรค” หากพบทุจริตไพรมารี่โหวต ยันกรธ.ไม่มีข้อเสนอนี้ ด้าน “อุดม” หวั่นขยายโทษยุบพรรคเพราะทุจริตไพรมารี่ อาจเขียนเกินกว่ารธน.
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปฏิเสธต่อกระแสข่าวของการปรับแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่จะเพิ่มบทกำหนดโทษถึงขั้นยุบพรรคกรณีที่พบการทุจริตการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคการเมือง (ไพรมารี่โหวต) และยืนยันในหลักการเบื้องต้นว่าไม่มีข้อเสนอดังกล่าวจากกรธ. อย่างไรก็ตามการเพิ่มมาตรการลงโทษผู้ทุจริตไพรมารี่โหวตที่ กรธ. เสนอ จะมีส่วนของโทษปรับหรือ จำคุก ประมาณ 3 เดือน และจะมีบทลงโทษต่อการตัดสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้กระบวนการแจ้งดำเนินคดีนั้น ให้สิทธิผู้พบเห็นการกระทำแจ้งตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายได้ ขณะที่ข้อกังวลเรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมืองนั้น เป็นประเด็นที่พรรคการเมืองต้องบริหารจัดการ ด้วยการออกข้อบังคับ

ด้านนายอุดม รัฐอมฤต กรธ. กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า บทกำหนดโทษยุบพรรคต่อกรณีทุจริตไพรมารี่โหวตนั้นอาจไม่สามารถเขียนไว้ได้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เขียนกรณีความผิดที่มีโทษถึงขั้นยุบพรรคไว้กรณีล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นหากจะมีผู้นำความไปอ้างว่าการทุจริตไพรมารี่โหวตนั้นเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ โดยส่วนตัวมองว่าการทุจริตระดับดังกล่าวยังไปไม่ถึงบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญกำหนด.

สวัสดีชาวโลก – -’

ยินดีต้อนรับสู่เวิร์ดเพรส นี่เป็นเรื่องแรกของคุณ คุณสามารถแก้ไขหรือลบมันได้ แล้วเริ่มการสร้างบล็อกของคุณ ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับเวิร์ดเพรส คุณสามารถขอความช่วยเหลือได้ที่เว็บบอร์ดเวิร์ดเพรส หรือคู่มือเวิร์ดเพรส