Monthly Archives: กรกฎาคม 2017

ป.6น้อยใจแม่ดุ โดดคอนโดประชด

เด็ก ป.6 โรงเรียนดัง แอบหยิบเงินแม่โดยพละการจึงถูกดุ เกิดน้อยใจกระโดดคอนโดชั้น 16 เจ็บสาหัส

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 ขณะที่ พ.ต.ท.หาญชัย ธรรมศักดิ์สิทธิ์ สวป.สน.บุคคโล กำลังปฏิบัติหน้าที่ได้รับมีผู้กระโดดจากที่สูงลงมาได้รับบาดเจ็บ ภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง บริเวณถนนราชพฤกษ์มุ่งหน้าแยกรัชดาตลาดพลู แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.ท.ปิโยรส กัณหะสิริ รอง ผกก.สส.สน.บุคคโล พ.ต.ท.มหพล มีเสน สว.สส.สน.บุคคโล แพทย์กู้ชีพ รพ.ตากสิน และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุเป็นคอนโดมิเนียมหรูสูง 30 ชั้น ตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า BTS ตลาดพลู จากการตรวจสอบที่ระเบียงคอนกรีตชั้นที่ 6 พบร่าง ด.ช.โน้ต (นามสมมุติ) อายุ 10 ปี นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนเอกชนชื่อดัง สภาพนอนหงายหายใจรวยริน สวมเสื้อเชิ้ตแขนขั้นสีขาว นุ่งกางเกงวอร์มขายาวสีดำ มีบาดแผลที่บริเวณศีรษะด้านหลัง เลือดทะลักออกปากและจมูกอาการสาหัส เบื้องต้นทีมแพทย์และหน่วยกู้ภัยจึงได้ช่วยกันปั๊มหัวใจก่อนนำร่างส่ง รพ.ทหารเรือ ให้แพทย์ยื้อชีวิตเป็นการด่วน

จากการสอบสวนนางแพรว (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี แม่เด็กให้การทั้งน้ำตาว่า มีอาชีพทำธุรกิจส่วนตัวพักอยู่กับ ด.ช.โน้ต และสามี ที่ห้องเลขที่ 359/19 ชั้น 16 ของคอนโดมิเนียมแห่งนี้ ก่อนเกิดเหตุเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ด.ช.โน้ต ลูกชายกำลังจะเดินทางไปโรงเรียน แต่ถือวิสาสะหยิบเงินในกระเป๋าสตางค์ตนโดยพละการ ตนจึงเรียกมาต่อว่า ทำให้ลูกชายอารมณ์เสียแสดงอาการเอะอะโวยวาย ก่อนเก็บตัวอยู่แต่ในห้องและไม่ยอมไปโรงเรียน กระทั่งช่วงบ่ายตนคิดว่าลูกจะดีขึ้น แต่เจ้าตัวกลับก่อเหตุกระโดดออกจากหลังห้องร่างลงไปกระแทกพื้นระเบียงคอนกรีตชั้นที่ 6 ได้รับบาดเจ็บสาหัสดังกล่าว

พ.ต.ท.หาญชัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบในห้องที่เกิดเหตุในเบื้องต้นไม่พบร่องการต่อสู้แต่อย่างใด หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะรอให้ นางแพรวและสามี ซึ่งเป็นผู้ปกครองเด็กเริ่มผ่อนคลายจากความโศกเศร้าเสียก่อน เนื่องจากทั้งคู่ต้องไปเฝ้าดูแลอาการ ด.ช.โน้ต ลูกชายอย่างใกล้ชิดที่ รพ.ทหารเรือ จากนั้นจะเรียกทุกฝ่ายเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.บุคคโล เพื่อสรุปสำนวนคดีต่อไป

กฎหมายดำเนินคดีนักการเมือง

กฎหมายดำเนินคดีนักการเมือง ใช้กับ “คดีแม้ว” ได้

วิษณุ เผย เมื่อ “พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความอาญาฯ” บังคับใช้ “คดีแม้ว” เดินหน้าต่อได้เลย
21 ก.ค.60 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ระบุว่า ถ้าร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีผลบังคับใช้ คดีที่ถูกจำหน่ายไว้ชั่วคราว เนื่องจากจำเลยหลบหนีจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ว่า สิ่งใดที่ดำเนินการไปก่อนแล้วถือว่าสมบูรณ์ ส่วนใดที่ค้างอยู่ไม่ได้ดำเนินการก็ปรับให้เข้ากับกฎหมายใหม่ เมื่อถามย้ำว่า คดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการต่อไปได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ใช่”

เห็นด้วยกรธ.ปรับแก้กม.ลูกศาลรธน.

กกต. จ่อยื่นศาลรธน.ตีความร่างพ.ร.ป.กกต. รอ 5 เสือลงนามครบ ยันไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง
21 ก.ค.60-นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นหนังสือให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วย กกต. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า ขณะนี้สำนักงานฯอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อให้ กกต. ทั้ง 5 คน เซ็นลงนาม เนื่องจากยังมี กกต. บางคนติดภารกิจที่ต่างจังหวัด ซึ่งการส่งหนังสือดังกล่าวไม่ได้กำหนดว่าจะต้องส่งเมื่อใดถ้าส่งภายในวันศุกร์นี้คืออยู่ในกรอบ 5 วันที่นายกรัฐมนตรีพักร่างฯ แต่ถ้าส่งในวันจันทร์ที่ 24 ก.ค.ก็จะอยู่ในกรอบระยะเวลา 20 วัน ที่นายกฯนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจจะรับหรือไม่รับคำร้องก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจการพิจารณา หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องก็ไม่มีข้อผูกพันว่าจะต้องชะลอหรือไม่ชะลอขั้นตอนการประกาศใช้กฎหมาย เพราะเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายต้องประเมินว่าสิ่งที่ดีที่สุดคืออะไร

“ถ้ากกต.จะส่งหนังสือให้ศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่ต้องรอให้ กกต.เซ็นครบทั้ง 5 คน ก็สามารถทำได้เลยไม่ผิดอะไร เพราะนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ได้เซ็นลงนามเรียบร้อยแล้ว แต่การรอให้ กกต.เซ็นครบนั้น เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความเป็นเอกภาพของ กกต. ร่วมทั้งเพื่อเป้นการยืนยันมติของ กกต.ด้วย  การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการเพื่อต้องการให้กฎหมายเป็นกฎหมายที่ออกมาดีและสมบูรณ์ที่สุด ไม่เป็นปัญหาต่อการเลือกตั้งในอนาคต กกต.ในฐานะผู้ปฏิบัติมองเห็นปัญหาอย่างไร จึงสะท้อนให้ทุกฝ่ายได้เห็น ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของ กกต. ชุดนี้เลย”นายสมชัย กล่าว

นายสมชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะทบทวนร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญโดยเพิ่มเงื่อนไขการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญของประชาชน ส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่ดีจะทำให้การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญมีความชัดเจนขึ้น   เพราะสิ่งที่เป็นเรื่องกังวลใจของทุกฝ่ายคือการให้ประชาชนสามารถยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงนั้น อาจทำให้มีคำร้องเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป ดังนั้นหากกำหนดเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ต่างๆ ก็จะเป็นสิ่งที่ดี ทั้งนี้ตนไม่เชื่อว่าการปรับแก้ไขร่างดังกล่าวของ กรธ.ครั้งนี้ เป็นเพราะการที่ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.ป.กกต.

กลิน เดวีส์ เผย ไทยมีพัฒนาการทางบวก

“กลิน เดวีส์” เผย ไทยมีพัฒนาการทางบวก ไล่ล่าพวกค้ามนุษย์

“กลิน เดวีส์” หารือ “เลขาฯสมช.” เตรียมการ “บิ๊กตู่” บินพบ “ทรัมป์” ก่อนกำหนดวันที่แน่นอน เผย ไทยมีพัฒนาการทางบวก ไล่ล่าพวกค้ามนุษย์ ให้หมดไป
21ก.ค.60 เวลา 14.30 น. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบพล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสมช. โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนายกลิน เดวีส์ กล่าวภายหลังหารือว่า ก่อนหน้านี้เลขาธิการสมช. ได้เดินทางไปสหรัฐฯ ตนจึงมาหารือเพิ่มเติมในโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับการพบกันระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่สุด นอกจากนี้ ยังหารือกันถึงปัญหาในคาบสมุทรเกาหลี การต่อต้านการก่อการร้าย ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ การหารือครั้งนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างมาก ตนจะหาโอกาสมาหารือกับเลขาธิการสมช.อีก

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกำหนดการนัดพบกันระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ กับนายทรัมป์ ที่สหรัฐฯแล้วหรือไม่ นายกลิน เดวีส์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการที่แน่นอน แต่ทั้งสองฝ่ายได้ทำงานร่วมกันอยู่ เพื่อกำหนดวันที่แน่นอนอีกครั้ง

เมื่อถามถึงกรณีศาลมีคำพิพากษาจำคุกพล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก จำเลยในคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา กับพวกนั้น นายกลิน เดวีส์ กล่าวว่า กรณีชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังไล่ล่าบรรดาอาชญากรที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเกี่ยวข้องด้วย ถือเป็นพัฒนาการทางบวกอย่างมาก และหวังว่าจากจุดนี้จะเป็นแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อขจัดอาชญากรรมเหล่านี้ให้หมดจากประเทศไทย

กกต.ยื่นศาลรธน.ตีความกม.ลูกแล้ว

กกต.ยื่นศาลรธน.ตีความร่างพ.ร.ป.กกต.แล้ว คาด ศาลรธน.พิจารณารับ-ไม่รับ 21ก.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น. ผู้แทนสำนักกฎหมายและคดี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เดินทางมายังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อนำหนังสือคำร้องของกกต. ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง(1) ใน 2 ประเด็น คือ การตัดอำนาจ กกต.แต่ละคนในการระงับยับยั้งการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตในหน่วยหรือเขตเลือกตั้งที่ไปพบ และเรื่อง กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เอง ต้องมอบให้ส่วนราชการ หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินงาน ภายหลัง กกต.ทั้ง 5 คนได้เซ็นลงนามครบแล้วเมื่อช่วงบ่ายของวันนี้(21 ก.ค.) อย่างไรก็ตาม คาดว่าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จะนำคำร้องดังกล่าวเข้าที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันพุธที่ 25 ก.ค.นี้ เพื่อพิจารณาว่าคำร้องดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาหรือไม่

ป.ป.ช. รับดูแล ทรัพย์สิน สุพจน์ 64 ล้าน

“ป.ป.ช.” รับมอบ ทรัพย์สิน 64 ล้าน ของ “สุพจน์” อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม จาก “สน.วังทองหลาง” มาดูแล ระหว่างรอ”ศาลฎีกา”ตัดสินให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่
เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2560 – นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง มอบทรัพย์สินของกลางในคดีการปล้นบ้านพักนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติอายัดทรัพย์สินดังกล่าวและอัยการสูงสุด(อสส.) มีการยื่นคำร้องให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินไปก่อนหน้านี้นั้น ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายสุพจน์มูลค่าทั้งสิ้น 64 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน โดยทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.ไปรับมอบในครั้งนี้เป็นเงินสด และทองคำ ส่วนทรัพย์สินอื่นเป็นอสังหาริมทรัพย์ เงินฝาก และรถยนต์

“ทั้งนี้เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าหมดอำนาจในการดูแลของกลางดังกล่าวแล้ว เพราะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ป.ป.ช.จึงต้องรับมอบทรัพย์สินดังกล่าวมารักษาไว้เอง จนกว่าศาลศาลฎีกาฯจะมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว”นายปรีชา กล่าว

ลุ้น ตัดสินคดี ยิ่งลักษณ์

ลุ้น!! ตัดสินคดี“ยิ่งลักษณ์”จำเลยจำนำข้าว 25 ส.ค.

ไต่สวนเสร็จพยานจำเลยจำนำข้าว 3 ปากสุดท้าย ศาลฎีกา ให้โอกาส“ยิ่งลักษณ์”แถลงปิดคดีด้วยวาจา1ส.ค. ก่อนลุ้น ศาลชี้ชะตาตรงวันคดี “บุญทรง”25ส.ค.

ไต่สวนเสร็จพยานจำเลยจำนำข้าว 3 ปากสุดท้าย ศาลฎีกานักการเมืองให้โอกาส“ยิ่งลักษณ์”แถลงปิดคดีด้วยวาจา1ส.ค. ก่อนลุ้น ศาลชี้ชะตาตรงวันคดี “บุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ – เอกชน 28 ราย” ทุจริตระบายข้าวจูทีจูเช้า25ส.ค.60

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ  เมื่อ‪วันที่ 21 ก.ค.2560 เวลา 09.30 น.นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าวคดีหมายเลขดำ อม.22/2558พร้อมองค์คณะรวม9คน ได้ไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อายุ50ปี อดีตนายกรัฐมนตรี 28 เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า5แสนล้านบาท

โดยวันนี้ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นำพยานเข้าไต่สวนทั้งสิ้น3ปาก ประกอบด้วยนายพศดิษฐ์ ดีเย็นอดีตหัวหน้าคลังสินค้าจังหวัดนครราชสีมา, นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล อดีตผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า,นายกิตติ ลิ่มสกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น

โดย นายพศดิษฐ์ ขึ้นเบิกความยืนยันถึงขั้นตอนการจ่ายข้าวออกจากคลังสินค้าว่า มีการตรวจสอบตามขั้นตอนและคู่มือที่กรมการค้าภายในกำหนด และทุกครั้งที่มีการมารับข้าวจะต้องมีเอกสารหรือตั๋วมายืนยันโดยลงชื่อและเลขรหัสไว้ด้วยส่วนการตรวจสอบของคณะกรรมการ 100 ชุดของ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นั้นทำขั้นตอนการแทงข้าวไม่ถูกวิธีจึงกลายเป็นว่ามีข้าวหักและเสียมากและกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่ามีข้าวของกัมพูชาปลอมปนนั้น พยานระบุว่า ลักษณะข้าวของกัมพูชากับไทยแตกต่างกันชัดเจน ซึ่งข้าวของกัมพูชามีลักษณะเม็ดตรงป้อม แต่ข้าวไทยเม็ดมีลักษณะงอนหัวและท้าย ยืนยันไม่มีการนำข้าวกัมพูชามาปะปนในโครงการ และระหว่างการดำเนินโครงการจำนำข้าวก็มีการสั่งตรวจเข้มตามแนวชายแดนเพื่อเฝ้าระวังด้วย

ขณะที่นายพศดิษฐ์ ตอบคำถามค้านของอัยการโจทก์ ยอมรับว่า พยานเคยถูกลงโทษทางวินัยเมื่อปี 2548 โดยถูกตัดเงินเดือนร้อยละ 10 เป็นเวลา 1 เดือน เนื่องจากส่งเอกสารใบประทวนล่าช้า แต่การลงโทษนั้นไม่ใช่การกระทำระหว่างโครงการจำนำข้าวนี้

ต่อมา นายชนุตร์ปกรณ์ ขึ้นเบิกความปากที่2ใช้เวลาเบิกความ 1 ชั่วโมง โดยสรุปขั้นตอนการบันทึกข้อมูลการรับเข้า-ออกข้าวจากคลังสินค้า ซึ่งระบบสารสนเทศสามารถประมวลผลได้วันต่อวัน

นายชนุตร์ปกรณ์ ได้ตอบซักค้านอัยการโจทก์ถึงกรณีที่ตัวเองถูก ป.ป.ช.ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงนั้นก็เป็นเรื่องที่บริษัทเอกชนกล่าวหาว่ารับเงิน 30 ล้านบาทช่วยเหลือการคืนข้าวที่ล่าช้า ซึ่งสาเหตุที่ถูกร้องเรียน นั้นเพราะว่าถูกกลั่นแกล้งเนื่องจากเอกชนจะให้การช่วยเหลือเรื่องเงินค่าปรับแต่ตัวเองไม่รับซึ่งเคยให้การกับ ป.ป.ช.ไปแล้วส่วนที่มีทนายคนนอกที่ไม่ใช่ลูกจ้างขององค์การคลังสินค้ามาตรวจสอบเอกสารก่อนส่ง ป.ป.ช.เรื่องการตรวจสอบจำนำข้าวนั้น ก็เป็นคำสั่งของผู้ใหญ่ในกระทรวง

จากนั้น นายกิตติ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังได้เบิกความตอบการซักค้านของอัยการโจทก์เกี่ยวกับผลวิจัยของทีดีอาร์ไอ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ว่า พยานเคยเห็นหรือไม่ โดยนายกิตติ เบิกความว่า ตนได้ศึกษาผลงานวิจัยของทั้งสองแห่ง และผลงานอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นผู้ร่วมแถลงในรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายโครงการจำนำข้าวว่ามีการควบคุมทางวินัยการเงินการคลัง ซึ่งได้กำหนดกรอบวงเงินที่ใช้ในโครงการจำนำข้าวไม่เกิน5แสนล้านบาท และกรอบหนี้สาธารณะ ก็ไม่เกิน60 %และไม่เกิน15 %ของงบประมาณ

โดยผลการศึกษาก็ยืนยันได้ว่าโครงการจำนำข้าวใช้เงินไม่เกินกรอบวงเงินดังกล่าวส่วนที่มีผลวิจัยระบุถึงวงเงินสำรองของธกส.9หมื่นล้านบาทนั้น มียอดเงิน1.7แสนล้านบาทในปี2556นั้น ตนยืนยันว่าการตรวจดูต้องเป็นไปตามรอบบัญชีว่ามีการปิดบัญชีแล้วหรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบวงเงินหมุนเวียนไม่ได้ใช้เงิน

แต่เมื่ออัยการโจทก์ถามถึงเม็ดพันธ์ข้าวในโครงการและหลักของการจำนำข้าว นายกิตติ เบิกความยอมรับว่า ในการรับจำนำข้าวจะรับจำนำข้าว18สายพันธุ์ ส่วนข้าวพันธุ์อีโต้ไม่เคยรับเข้ามาในโครงการจำนำข้าว ทั้งนี้ หลักการรับจำนำข้าวทราบว่ามีการตั้งราคาที่สูงกว่าตลาด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งก่อนดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ราคาข้าวในท้องตลาดมีราคาต่ำอยู่ แต่การดำเนินโครงการดังกล่าวยืนยันว่าไม่ได้เป็นการดึงข้าวทั้งหมดเข้ามาอยู่ในโครงการ โดยมีข้าวที่เข้าโครงการเพียงแค่50 %ส่วนที่ผู้ส่งออกอ้างว่าไม่สามารถหาข้าวได้นั้น เข้าใจว่าผู้ส่งออกทำการตลาดไม่มากพอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พยานปากนี้ใช้เวลาเบิกความประมาณ1ชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากอัยการพยายามซักถามถึงผลงานวิจัยจากหลายที่เกี่ยวกับโครงการจำนำข้าวมาเปรียบเทียบกับของจำเลย ซึ่งมีความเห็นไม่ตรงกัน กระทั่งศาลระบุบางเรื่องพยานได้ตอบไปแล้ว และบางเรื่องโจทก์ไม่ฟ้องเกี่ยวกับการใช้เงินผิดประเภท แต่ฟ้องเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา157และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ

‘โดรน’เทคโนฯในมือทีมกรุ๊ป

เทคโนโลยีโดรนสำรวจจัดทำแผนที่ภูมิศาสตร์และแผนที่แสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินของเมืองบุนเหนือ แขวงพงสาลี สปป.ลาว เมืองทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับประเทศจีน เมียนมา เวียดนามและไทย มีศักยภาพพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าการเกษตรของประเทศ
นี่คือหนึ่งในบริการการสำรวจและศึกษาข้อมูลภูมิประเทศของบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ “ทีมกรุ๊ป” ที่นำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับใช้มาประโยชน์เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่ได้มากขึ้นและได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ รายละเอียดของข้อมูลที่ได้มีทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ สามารถนำไปต่อยอดทางธุรกิจได้หลากหลาย ทั้งยังคุ้มค่าทั้งด้านเวลาและงบประมาณในการลงทุน
บิ๊กดาต้าเพื่อไทยแลนด์4.0
นายสมพัสตร์ สุวพิศ ผู้อำนวยการ Drone Based Services ทีมกรุ๊ป กล่าวว่า โดรนเป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในงานการพัฒนาอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเรื่องของการสำรวจ ตรวจสอบ เฝ้าระวังรวมถึงทำดาต้าเบสระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่พัฒนาให้คุณภาพและประสิทธิภาพ มีความแม่นยำขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทีมกรุ๊ปประยุกต์ใช้งานโดรนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การสำรวจเชิงโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนน สะพาน ฯลฯ นำข้อมูลมาทำ Point Cloud เพื่อออกแบบได้เสมือนพื้นที่จริง, การเฝ้าระวังแหล่งน้ำโดยสามารถใช้วิศวกรแหล่งน้ำและผู้เชี่ยวชาญสหสาขามาคำนวณและสร้างแบบจำลองผลกระทบ เช่น น้ำท่วม เป็นต้น, ด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น การจำลองวิวจากมุมสูงของอาคารสูงต่างๆ รวมถึงด้านการเกษตรที่สามารถตรวจสอบพื้นที่ขาดน้ำ ขาดปุ๋ย หรือวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตอีกด้วย
“งานด้านวิศวกรรมหรือการออกแบบนั้น ข้อมูลต่างๆ ต้องการความแม่นยำสูง ซึ่งโดรนสามารถเก็บรายละเอียดในลักษณะข้อมูลดิจิทัลและเป็น 3 มิติ ซึ่งเมื่อเทียบกับวิธีการดั้งเดิม ขณะที่มีค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกัน แต่ได้ข้อมูลที่มีความละเอียดมากกว่า” นายสมพัสตร์ กล่าว
ยกตัวอย่างการทำงานใน สปป.ลาว ทางทีมกรุ๊ปเข้าไปดูแลเรื่องของผังเมือง การออกแบบทางด่วน ไฮโดรพาวเวอร์ หรือในประเทศติมอร์-เลสเต ที่ใช้โดรนเป็นตัวช่วยการออกแบบสปอร์ตคอมเพล็กซ์ เพื่อสำรวจพื้นที่โดยรอบว่าต้องถมดินแค่ไหน ความหนาแน่นของดินเป็นอย่างไร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นปัญหาของการใช้โดรนในแง่การพัฒนาอาคารและโครงสร้างพื้นฐานนั้น ไม่ใช่มาจากเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของปัจจัยแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ที่ดินส่วนบุคคลที่อาจเกิดปัญหาหากชุมชนรอบข้างไม่เห็นด้วย หรือความปลอดภัยเชิงการบิน เช่น พื้นที่รัศมี 7 กิโลเมตรรอบสนามบินเป็นเขตห้ามทำการบินด้วยโดรนเด็ดขาด
นวัตกรรมเสริมศักยภาพ
ทีมกรุ๊ป (TEAM GROUP) เป็นกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาแบบบูรณาการ ทั้งงานด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม คมนาคมและโลจิสติกส์ แหล่งน้ำ พลังงาน การบริหารจัดการ และการวางแผนพัฒนาพื้นที่ รวมถึงการให้บริการด้านนวัตกรรม
นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีมกรุ๊ป กล่าวว่า โดรนนับเป็นแนวโน้มเทคโนโลยีที่ปฏิเสธไม่ได้ การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ตัวอุปกรณ์ แต่เป็นผลลัพธ์ที่แม่นยำและได้มาตรฐานมากกว่า สำหรับทีมกรุ๊ปแล้วนอกเหนือจากการทำงานอย่างมีศักยภาพแล้ว ข้อมูลต่างๆ จากโดรนจะเป็นบิ๊กดาต้าที่จะเป็นประโยชน์ให้นำไปต่อยอดได้ โดยเฉพาะประโยชน์ต่อภาครัฐและประเทศในอนาคต ทั้งในเชิงโครงสร้างพื้นฐานและการเกษตร
จุดเด่นของทีมกรุ๊ปในการบริการที่เกี่ยวกับโดรนคือ ได้ทำวิจัยเก็บข้อมูลการใช้โดรนมากว่า 20 ปี มีทีมวิจัยที่เก็บรายละเอียดและออกแบบเคสต่างๆ เพื่อวางรูปแบบและสถานการณ์ที่เหมาะสมในการใช้โดรนเพื่องานลักษณะต่างๆ ให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด และได้ผลที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุด
“เราก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่หลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิต พร้อมกับการขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์ 4.0 ทุกภาคส่วนทั้งประชาชนและผู้ประกอบการต่างให้ความสนใจในเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเสริมศักยภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนขึ้น ต้องการเทคโนโลยีที่จะทำให้การทำงานมีความถูกต้อง แม่นยำและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้มากที่สุด” นายชวลิต กล่าว

ทีเส็บ ปรับกลยุทธ์ยกระดับอุตฯ

‘ทีเส็บ’ปรับกลยุทธ์ยกระดับอุตฯไมซ์หนุนกระจายรายได้

ผอ.ใหม่ทีเส็บประกาศกลยุทธ์ยกระดับพัฒนาอุตสาหกรรมเหนือการหาได้รายได้ ปรับแนวดำเนินงานเชิงรุก กระจายเศรษฐกิจไมซ์ลงภูมิภาค ปรับใหญ่ใช้นวัตกรรมสร้างศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะเสริมผู้ประกอบการ
นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีเส็บ รวมถึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการระดับผู้บริหารทีเส็บ นำมาซึ่งการวางเป้าหมายเป็นหน่วยงานหลักด้านไมซ์ที่ “พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรม เพื่อความเจริญและกระจายรายได้”
ทั้งนี้ จะให้ความสำคัญต่อด้านกระจายรายได้ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 กลยุทธ์ผลักดันธุรกิจให้เติบโตรวดเร็ว เพิ่มการทำงานเชิงพื้นที่ (Area Based) ลงลึกระดับภูมิภาคในการมีส่วนร่วมรับการเติบโตตลาดไมซ์มากขึ้น จากที่แต่เดิมการช่วยเหลือจะกระจุกอยู่กับภาคธุรกิจที่เข้าหาทีเส็บเองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยแนวทำงานเชิงรุกเข้าไปช่วยทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น มีเป้าหมายยกระดับงานเทรดโชว์จากระดับบีทูซี ที่มุ่งเป้าสู่ผู้บริโภค เช่น คอนซูเมอร์แฟร์ ไปสู่งานระดับ บีทูบี หรือทำให้มีการเจรจาซื้อขายระหว่างธุรกิจด้วยกันเองมากขึ้น ขณะที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลักอยู่แล้ว ก็ต้องไม่ลดจำนวนงานลง แต่ขยายพื้นที่การจัดงานที่มีอยู่แล้วให้เป็นงานขนาดใหญ่ และเพิ่มจำนวนงานมากขึ้นเช่นกัน
จากผลสำรวจอันดับของไทยในตลาดไมซ์นานาชาติ ซึ่งจัดทำโดยสมาคมประชุมนานาชาติของโลก (ICCA) ไทยมีจำนวนการจัดงานมากเป็นอันดับ 27 ของโลกที่ 151 งานต่อปี ก่อนจะปรับขึ้นเป็นอันดับ 24 ในปีที่ผ่านมา แต่หากเทียบสถิติของเมืองที่มีการจัดประชุมทั่วโลก กรุงเทพฯ อยู่อันดับที่ 16 และมีจำนวนกว่า 103 งาน ทิ้งห่างไมซ์ซิตี้ ได้แก่ เชียงใหม่ ที่มีจำนวนการจัดเพียง 16 งานต่อปี และพัทยา จำนวน 10 งานต่อปี แสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวในกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่
เบื้องต้นมองพื้นที่การพัฒนาเป้าหมายก่อน ได้แก่ เชียงใหม่, ขอนแก่น ซึ่งมีการพัฒนาศูนย์ประชุมขนาดใหญ่รองรับอยู่แล้ว รวมถึงพื้นที่ภาคตะวันออก อาทิ พัทยา ระยอง เพื่อให้สอดคล้องกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยภายใต้หลักการนี้ ทีเส็บ อาจจะเป็นผู้ช่วยเหลือนำผู้จัดงานมืออาชีพเข้าไปช่วยบุกเบิกการจัดงานก่อน แต่ระยะยาวทุกภาคส่วน เช่น หอการค้าจังหวัด, นักธุรกิจ และเทศบาลเมืองในพื้นที่มีศักยภาพในการจัดงานและยกระดับงานของตัวเองในที่สุด
ที่ผ่านมามีตัวอย่างการส่งเสริมงานระดับภูมิภาคจนมีความแข็งแกร่ง เช่น ลานนา เอ็กซโป ที่พัฒนาจากงานเชิงค้าขายโอท็อปที่มีผู้บริโภคมาจับจ่าย มาสู่การเจรจาซื้อระหว่างนักธุรกิจด้วยกันมากขึ้น และต่อไปการสร้างความแข็งแกร่งของภูมิภาค จะเน้นเจาะลึกในเชิงสินค้าที่มีความโดดเด่น เช่น ส่งเสริมเทรดโชว์ด้านกาแฟ ที่ไทยมีการเพาะปลูกและตลาดเติบโตขึ้น ทั้งนี้ ไม่ได้สนับสนุนให้ทุกจังหวัดต้องแข่งกันสร้างศูนย์ประชุมใหม่ขึ้นมา แต่จะสร้างให้มีส่วนแบ่งในตลาดไมซ์ด้านอื่นๆ เช่น การจัดสัมมนาและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ที่ขยายตัวสูงเช่นกัน
นายจิรุตถ์ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายทีเส็บต่อไปจะต้องชัดเจนมากขึ้นว่า เป็นองค์กรที่ต่างจากการท่องเที่ยว ตรงที่มีความสัมพันธ์และมีทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวก็มีโอกาสเติบโตสูง แต่หากซบเซาก็จะมีผลต่อตลาดไมซ์ทันที เพราะตลาดที่เข้ามามีกิจกรรมในเชิงธุรกิจเป็นหลัก และวัตถุประสงค์ด้านท่องเที่ยวเป็นรอง
ดังนั้น ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบัน ยอมรับว่าเป็นห่วงจีดีพีของไทยที่เติบโตต่ำที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นอันดับ 3 ในเอเชียแปซิฟิก รองจากออสเตรเลียและมาเลเซีย ทำให้ต้องเร่งวางกลยุทธ์รับมือทั้งระยะสั้นและยาว ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดไมซ์ในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ เช่น ญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการสร้างฐานการประชุมและจัดงานของภาคธุรกิจในประเทศ ทำให้ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ
ในปี 2560 ทีเส็บคาดการณ์นักเดินทางกลุ่มไมซ์จะสร้างรายได้รวม 1.55 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นตลาดต่างประเทศ 1.01 แสนล้านบาท และตลาดในประเทศ 5.4 หมื่นล้านบาท หรือยังต่างกันราว 50% แต่ภายใน 4 ปีที่เข้ามาบริหารงานนั้น ต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้ตลาดในประเทศให้เป็น 50% เท่ากับตลาดต่างประเทศ
นอกจากนั้น ให้ความสำคัญกับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) โดยต่อไปจะมีการเวิร์คช้อปทุกแผนกภายในองค์กร เพื่อปรับปรุงระบบไอทีร่วมกัน นำไปสู่การสร้างศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะ (MICE Intelligence Center) เป็นเครื่องมือให้ภาคธุรกิจเข้าถึงข้อมูลการตลาดที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นการยกระดับพัฒนาความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมที่สำคัญอีกทางหนึ่ง
ขณะเดียวกันนอกจากการรักษาฐานตลาดเดิมแล้ว จะขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพด้วย เช่น อินเดีย เป็นต้น พร้อมกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงานระดับนานาชาติในไทย โดยล่าสุดประสบความสำเร็จในการนำงาน Asean Side of the Doc ซึ่งเป็นเทศกาลซื้อขายภาพยนตร์สารคดีระดับอาเซียนมาจัดในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 7-10 พ.ย.นี้
ทั้งนี้ การวางกลไกพัฒนาไมซ์จะอยู่ภายใต้ 4 แนวทางหลักได้แก่ ทำให้ไมซ์เติบโตคู่ขนานการพัฒนาประเทศ, การเติบโตในตลาดที่มีศักยภาพ, สร้างการเติบโตอย่างเท่าเทียม และเติบโตอย่างเข้มแข็งผ่านการพัฒนากฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจ โดยมี 5 กลยุทธ์ Quick Win รองรับ ได้แก่ มุ่งให้ไทยเป็นผู้นำโลกด้านไมซ์ทั้งด้านการสร้างมาตรฐานต่างๆ, เป็นผู้นำพัฒนาไมซ์ทั้งภาครัฐและเอกชน, ผลักดันองค์กรให้โปร่งใสและมีคุณธรรม ร่วมกับอีก 2 กลยุทธ์ที่กล่าวมาคือ กระจายรายได้ และใช้นวัตกรรมสร้าง MICE Intelligence

ค้นปืนเถื่อน พบยาบ้าซุกบ้านกว่าหมื่นเม็ด

โจ๋วัย 16 ปี ทะเลาะวิวาทใช้ปืนเถื่อนยิงคู่อริ เจ้าหน้าที่ตำรวจค้นบ้าน กลับพบยาบ้าซุกกว่า 11,000 เม็ด
บ่ายวันที่ 21 ก.ค.2560 เวลา 13.30 น. พันตำรวจเอก ภิญโญ สุทธิสาร ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรอุทุมพรพิสัย, นายสุรชาติ แก้วศิลา นายอำเภออุทุมพรพิสัย และร้อยเอก เดชฤทธิ์ ศรีโท หัวหน้าชุด รักษาความสงบเขตพื้นที่ศรีสะเกษ นายวิบูลย์ แก้วสุวรรณ ปลัดป้องกัน พร้อมด้วย ผู้ใหญ่บ้านหัวช้าง ได้บุกเข้าไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 155 หมู่ที่ 12 ตำบลก้านเหลือง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบ้านของคุณยายทองใบ ผกาแดง อายุ 55 ปี
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งผู้ใหญ่บ้านว่า เมื่อคืนกลางดึก มีเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านทะเลาะวิวาทกันอย่างแรง พร้อมกับได้มีการยิงปืนใส่คู่อริแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บและเชื่อว่าปืนเถื่อนที่ใช้ยิงอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว จึงขอเจ้าของบ้านเข้าไปตรวจค้น กลับพบยาบ้าซุกซ่อนในตู้เสื้อผ้าห่อใหญ่ แกะออกดูพบยาบ้า จำนวน 5 มัดๆ ละ 10 ซองๆ ละ 200 เม็ด รวม 10,000 เม็ด และขณะรื้อค้นหาต่อ ก็มาพบยาบ้าอีก 6 ซองๆ ละ 200 เม็ด ที่ซุกเอาไว้ในกล่องเครื่องช่าง ใต้ทีวีอีก รวม 1,200 เม็ด รวมพบยาบ้าที่ซุกซ้อนไว้บนบ้าน 11,200 เม็ด
สอบถามเด็กชาย เอ นามสมมุติ อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นหลานของคุณยายทองใบ บอกว่า เมื่อคืนขณะที่มีการทะเลาะวิวาทกัน พี่ชายตน เด็กชาย บี นามมุติ อายุ 16 ปี ได้ฝากให้ตนนำห่อของมาซ่อนไว้บนบ้าน ซึ่งบ้านหลังนี้จะมีตนกับพี่ชายพักอยู่เพียง 2 คน ส่วนคุณยาย คูณตา พักอยู่อีกหลังหนึ่งซึ่งก็อยู่ติดๆ กัน โดยเจ้าหน้าที่ได้สอบถามทราบไหมว่าพี่ชายฝากอะไรมาซ้อน ด.ช.เอ ก็บอกว่าทราบว่าเป็นยาบ้า โดยได้แยกเก็บซุกซ่อนไว้ 2 จุด คือ 1 ในตู้เสื้อผ้า และ 2 คือ ในกล่องเครื่องมือช่างใต้โต๊ะทีวี
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเขตตำบลก้านเหลือง เพื่อที่จะไปนำตัวพี่ชายน้องเอ มาบ้าน แต่ปรากฏว่า ด.ช.บี พี่ชายได้ขอครูออกจากโรงเรียนมาแล้ว โดยไม่ทราบว่าหายไปไหน แต่เชื่อว่าน่าจะรู้ตัวและหลบหนีไปแล้วก็เป็นได้เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ออกติดตาม แต่ขณะนี้ยังไม่พบแต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว ด.ช.เอ พร้อมคุณยายทองใบ ผญ.บ้านหัวช้าง พร้อมยาบ้าของกลาง 11,200 เม็ด นำมามอบให้ ร้อยตำรวจเอกกฤตพัฒน์ คำศรี ร้อยเวรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอุทุมพรพิสัย ลงบันทึกประจำวัน เชิญนักจิตวิทยา เจ้าหน้าที่คุมครองเด็ก มาร่วมสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ขยายผลต่อไป