Category Archives: ข่าวเด่นประจำวัน

กกต.ยื่นศาลรธน.ตีความกม.ลูกแล้ว

กกต.ยื่นศาลรธน.ตีความร่างพ.ร.ป.กกต.แล้ว คาด ศาลรธน.พิจารณารับ-ไม่รับ 21ก.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น. ผู้แทนสำนักกฎหมายและคดี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เดินทางมายังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อนำหนังสือคำร้องของกกต. ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง(1) ใน 2 ประเด็น คือ การตัดอำนาจ กกต.แต่ละคนในการระงับยับยั้งการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตในหน่วยหรือเขตเลือกตั้งที่ไปพบ และเรื่อง กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เอง ต้องมอบให้ส่วนราชการ หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินงาน ภายหลัง กกต.ทั้ง 5 คนได้เซ็นลงนามครบแล้วเมื่อช่วงบ่ายของวันนี้(21 ก.ค.) อย่างไรก็ตาม คาดว่าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จะนำคำร้องดังกล่าวเข้าที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันพุธที่ 25 ก.ค.นี้ เพื่อพิจารณาว่าคำร้องดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาหรือไม่

ป.ป.ช. รับดูแล ทรัพย์สิน สุพจน์ 64 ล้าน

“ป.ป.ช.” รับมอบ ทรัพย์สิน 64 ล้าน ของ “สุพจน์” อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม จาก “สน.วังทองหลาง” มาดูแล ระหว่างรอ”ศาลฎีกา”ตัดสินให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่
เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2560 – นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง มอบทรัพย์สินของกลางในคดีการปล้นบ้านพักนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติอายัดทรัพย์สินดังกล่าวและอัยการสูงสุด(อสส.) มีการยื่นคำร้องให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินไปก่อนหน้านี้นั้น ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายสุพจน์มูลค่าทั้งสิ้น 64 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน โดยทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.ไปรับมอบในครั้งนี้เป็นเงินสด และทองคำ ส่วนทรัพย์สินอื่นเป็นอสังหาริมทรัพย์ เงินฝาก และรถยนต์

“ทั้งนี้เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าหมดอำนาจในการดูแลของกลางดังกล่าวแล้ว เพราะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ป.ป.ช.จึงต้องรับมอบทรัพย์สินดังกล่าวมารักษาไว้เอง จนกว่าศาลศาลฎีกาฯจะมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว”นายปรีชา กล่าว

ลุ้น ตัดสินคดี ยิ่งลักษณ์

ลุ้น!! ตัดสินคดี“ยิ่งลักษณ์”จำเลยจำนำข้าว 25 ส.ค.

ไต่สวนเสร็จพยานจำเลยจำนำข้าว 3 ปากสุดท้าย ศาลฎีกา ให้โอกาส“ยิ่งลักษณ์”แถลงปิดคดีด้วยวาจา1ส.ค. ก่อนลุ้น ศาลชี้ชะตาตรงวันคดี “บุญทรง”25ส.ค.

ไต่สวนเสร็จพยานจำเลยจำนำข้าว 3 ปากสุดท้าย ศาลฎีกานักการเมืองให้โอกาส“ยิ่งลักษณ์”แถลงปิดคดีด้วยวาจา1ส.ค. ก่อนลุ้น ศาลชี้ชะตาตรงวันคดี “บุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ – เอกชน 28 ราย” ทุจริตระบายข้าวจูทีจูเช้า25ส.ค.60

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ  เมื่อ‪วันที่ 21 ก.ค.2560 เวลา 09.30 น.นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าวคดีหมายเลขดำ อม.22/2558พร้อมองค์คณะรวม9คน ได้ไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อายุ50ปี อดีตนายกรัฐมนตรี 28 เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า5แสนล้านบาท

โดยวันนี้ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นำพยานเข้าไต่สวนทั้งสิ้น3ปาก ประกอบด้วยนายพศดิษฐ์ ดีเย็นอดีตหัวหน้าคลังสินค้าจังหวัดนครราชสีมา, นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล อดีตผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า,นายกิตติ ลิ่มสกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น

โดย นายพศดิษฐ์ ขึ้นเบิกความยืนยันถึงขั้นตอนการจ่ายข้าวออกจากคลังสินค้าว่า มีการตรวจสอบตามขั้นตอนและคู่มือที่กรมการค้าภายในกำหนด และทุกครั้งที่มีการมารับข้าวจะต้องมีเอกสารหรือตั๋วมายืนยันโดยลงชื่อและเลขรหัสไว้ด้วยส่วนการตรวจสอบของคณะกรรมการ 100 ชุดของ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นั้นทำขั้นตอนการแทงข้าวไม่ถูกวิธีจึงกลายเป็นว่ามีข้าวหักและเสียมากและกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่ามีข้าวของกัมพูชาปลอมปนนั้น พยานระบุว่า ลักษณะข้าวของกัมพูชากับไทยแตกต่างกันชัดเจน ซึ่งข้าวของกัมพูชามีลักษณะเม็ดตรงป้อม แต่ข้าวไทยเม็ดมีลักษณะงอนหัวและท้าย ยืนยันไม่มีการนำข้าวกัมพูชามาปะปนในโครงการ และระหว่างการดำเนินโครงการจำนำข้าวก็มีการสั่งตรวจเข้มตามแนวชายแดนเพื่อเฝ้าระวังด้วย

ขณะที่นายพศดิษฐ์ ตอบคำถามค้านของอัยการโจทก์ ยอมรับว่า พยานเคยถูกลงโทษทางวินัยเมื่อปี 2548 โดยถูกตัดเงินเดือนร้อยละ 10 เป็นเวลา 1 เดือน เนื่องจากส่งเอกสารใบประทวนล่าช้า แต่การลงโทษนั้นไม่ใช่การกระทำระหว่างโครงการจำนำข้าวนี้

ต่อมา นายชนุตร์ปกรณ์ ขึ้นเบิกความปากที่2ใช้เวลาเบิกความ 1 ชั่วโมง โดยสรุปขั้นตอนการบันทึกข้อมูลการรับเข้า-ออกข้าวจากคลังสินค้า ซึ่งระบบสารสนเทศสามารถประมวลผลได้วันต่อวัน

นายชนุตร์ปกรณ์ ได้ตอบซักค้านอัยการโจทก์ถึงกรณีที่ตัวเองถูก ป.ป.ช.ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงนั้นก็เป็นเรื่องที่บริษัทเอกชนกล่าวหาว่ารับเงิน 30 ล้านบาทช่วยเหลือการคืนข้าวที่ล่าช้า ซึ่งสาเหตุที่ถูกร้องเรียน นั้นเพราะว่าถูกกลั่นแกล้งเนื่องจากเอกชนจะให้การช่วยเหลือเรื่องเงินค่าปรับแต่ตัวเองไม่รับซึ่งเคยให้การกับ ป.ป.ช.ไปแล้วส่วนที่มีทนายคนนอกที่ไม่ใช่ลูกจ้างขององค์การคลังสินค้ามาตรวจสอบเอกสารก่อนส่ง ป.ป.ช.เรื่องการตรวจสอบจำนำข้าวนั้น ก็เป็นคำสั่งของผู้ใหญ่ในกระทรวง

จากนั้น นายกิตติ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังได้เบิกความตอบการซักค้านของอัยการโจทก์เกี่ยวกับผลวิจัยของทีดีอาร์ไอ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ว่า พยานเคยเห็นหรือไม่ โดยนายกิตติ เบิกความว่า ตนได้ศึกษาผลงานวิจัยของทั้งสองแห่ง และผลงานอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นผู้ร่วมแถลงในรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายโครงการจำนำข้าวว่ามีการควบคุมทางวินัยการเงินการคลัง ซึ่งได้กำหนดกรอบวงเงินที่ใช้ในโครงการจำนำข้าวไม่เกิน5แสนล้านบาท และกรอบหนี้สาธารณะ ก็ไม่เกิน60 %และไม่เกิน15 %ของงบประมาณ

โดยผลการศึกษาก็ยืนยันได้ว่าโครงการจำนำข้าวใช้เงินไม่เกินกรอบวงเงินดังกล่าวส่วนที่มีผลวิจัยระบุถึงวงเงินสำรองของธกส.9หมื่นล้านบาทนั้น มียอดเงิน1.7แสนล้านบาทในปี2556นั้น ตนยืนยันว่าการตรวจดูต้องเป็นไปตามรอบบัญชีว่ามีการปิดบัญชีแล้วหรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบวงเงินหมุนเวียนไม่ได้ใช้เงิน

แต่เมื่ออัยการโจทก์ถามถึงเม็ดพันธ์ข้าวในโครงการและหลักของการจำนำข้าว นายกิตติ เบิกความยอมรับว่า ในการรับจำนำข้าวจะรับจำนำข้าว18สายพันธุ์ ส่วนข้าวพันธุ์อีโต้ไม่เคยรับเข้ามาในโครงการจำนำข้าว ทั้งนี้ หลักการรับจำนำข้าวทราบว่ามีการตั้งราคาที่สูงกว่าตลาด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งก่อนดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ราคาข้าวในท้องตลาดมีราคาต่ำอยู่ แต่การดำเนินโครงการดังกล่าวยืนยันว่าไม่ได้เป็นการดึงข้าวทั้งหมดเข้ามาอยู่ในโครงการ โดยมีข้าวที่เข้าโครงการเพียงแค่50 %ส่วนที่ผู้ส่งออกอ้างว่าไม่สามารถหาข้าวได้นั้น เข้าใจว่าผู้ส่งออกทำการตลาดไม่มากพอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พยานปากนี้ใช้เวลาเบิกความประมาณ1ชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากอัยการพยายามซักถามถึงผลงานวิจัยจากหลายที่เกี่ยวกับโครงการจำนำข้าวมาเปรียบเทียบกับของจำเลย ซึ่งมีความเห็นไม่ตรงกัน กระทั่งศาลระบุบางเรื่องพยานได้ตอบไปแล้ว และบางเรื่องโจทก์ไม่ฟ้องเกี่ยวกับการใช้เงินผิดประเภท แต่ฟ้องเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา157และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ