Category Archives: ข่าวไอที-ไอเดีย

‘โดรน’เทคโนฯในมือทีมกรุ๊ป

เทคโนโลยีโดรนสำรวจจัดทำแผนที่ภูมิศาสตร์และแผนที่แสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินของเมืองบุนเหนือ แขวงพงสาลี สปป.ลาว เมืองทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับประเทศจีน เมียนมา เวียดนามและไทย มีศักยภาพพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าการเกษตรของประเทศ
นี่คือหนึ่งในบริการการสำรวจและศึกษาข้อมูลภูมิประเทศของบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ “ทีมกรุ๊ป” ที่นำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับใช้มาประโยชน์เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่ได้มากขึ้นและได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ รายละเอียดของข้อมูลที่ได้มีทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ สามารถนำไปต่อยอดทางธุรกิจได้หลากหลาย ทั้งยังคุ้มค่าทั้งด้านเวลาและงบประมาณในการลงทุน
บิ๊กดาต้าเพื่อไทยแลนด์4.0
นายสมพัสตร์ สุวพิศ ผู้อำนวยการ Drone Based Services ทีมกรุ๊ป กล่าวว่า โดรนเป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในงานการพัฒนาอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเรื่องของการสำรวจ ตรวจสอบ เฝ้าระวังรวมถึงทำดาต้าเบสระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่พัฒนาให้คุณภาพและประสิทธิภาพ มีความแม่นยำขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทีมกรุ๊ปประยุกต์ใช้งานโดรนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การสำรวจเชิงโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนน สะพาน ฯลฯ นำข้อมูลมาทำ Point Cloud เพื่อออกแบบได้เสมือนพื้นที่จริง, การเฝ้าระวังแหล่งน้ำโดยสามารถใช้วิศวกรแหล่งน้ำและผู้เชี่ยวชาญสหสาขามาคำนวณและสร้างแบบจำลองผลกระทบ เช่น น้ำท่วม เป็นต้น, ด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น การจำลองวิวจากมุมสูงของอาคารสูงต่างๆ รวมถึงด้านการเกษตรที่สามารถตรวจสอบพื้นที่ขาดน้ำ ขาดปุ๋ย หรือวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตอีกด้วย
“งานด้านวิศวกรรมหรือการออกแบบนั้น ข้อมูลต่างๆ ต้องการความแม่นยำสูง ซึ่งโดรนสามารถเก็บรายละเอียดในลักษณะข้อมูลดิจิทัลและเป็น 3 มิติ ซึ่งเมื่อเทียบกับวิธีการดั้งเดิม ขณะที่มีค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกัน แต่ได้ข้อมูลที่มีความละเอียดมากกว่า” นายสมพัสตร์ กล่าว
ยกตัวอย่างการทำงานใน สปป.ลาว ทางทีมกรุ๊ปเข้าไปดูแลเรื่องของผังเมือง การออกแบบทางด่วน ไฮโดรพาวเวอร์ หรือในประเทศติมอร์-เลสเต ที่ใช้โดรนเป็นตัวช่วยการออกแบบสปอร์ตคอมเพล็กซ์ เพื่อสำรวจพื้นที่โดยรอบว่าต้องถมดินแค่ไหน ความหนาแน่นของดินเป็นอย่างไร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นปัญหาของการใช้โดรนในแง่การพัฒนาอาคารและโครงสร้างพื้นฐานนั้น ไม่ใช่มาจากเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของปัจจัยแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ที่ดินส่วนบุคคลที่อาจเกิดปัญหาหากชุมชนรอบข้างไม่เห็นด้วย หรือความปลอดภัยเชิงการบิน เช่น พื้นที่รัศมี 7 กิโลเมตรรอบสนามบินเป็นเขตห้ามทำการบินด้วยโดรนเด็ดขาด
นวัตกรรมเสริมศักยภาพ
ทีมกรุ๊ป (TEAM GROUP) เป็นกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาแบบบูรณาการ ทั้งงานด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม คมนาคมและโลจิสติกส์ แหล่งน้ำ พลังงาน การบริหารจัดการ และการวางแผนพัฒนาพื้นที่ รวมถึงการให้บริการด้านนวัตกรรม
นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีมกรุ๊ป กล่าวว่า โดรนนับเป็นแนวโน้มเทคโนโลยีที่ปฏิเสธไม่ได้ การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ตัวอุปกรณ์ แต่เป็นผลลัพธ์ที่แม่นยำและได้มาตรฐานมากกว่า สำหรับทีมกรุ๊ปแล้วนอกเหนือจากการทำงานอย่างมีศักยภาพแล้ว ข้อมูลต่างๆ จากโดรนจะเป็นบิ๊กดาต้าที่จะเป็นประโยชน์ให้นำไปต่อยอดได้ โดยเฉพาะประโยชน์ต่อภาครัฐและประเทศในอนาคต ทั้งในเชิงโครงสร้างพื้นฐานและการเกษตร
จุดเด่นของทีมกรุ๊ปในการบริการที่เกี่ยวกับโดรนคือ ได้ทำวิจัยเก็บข้อมูลการใช้โดรนมากว่า 20 ปี มีทีมวิจัยที่เก็บรายละเอียดและออกแบบเคสต่างๆ เพื่อวางรูปแบบและสถานการณ์ที่เหมาะสมในการใช้โดรนเพื่องานลักษณะต่างๆ ให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด และได้ผลที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุด
“เราก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่หลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิต พร้อมกับการขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์ 4.0 ทุกภาคส่วนทั้งประชาชนและผู้ประกอบการต่างให้ความสนใจในเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเสริมศักยภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนขึ้น ต้องการเทคโนโลยีที่จะทำให้การทำงานมีความถูกต้อง แม่นยำและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้มากที่สุด” นายชวลิต กล่าว

ทีเส็บ ปรับกลยุทธ์ยกระดับอุตฯ

‘ทีเส็บ’ปรับกลยุทธ์ยกระดับอุตฯไมซ์หนุนกระจายรายได้

ผอ.ใหม่ทีเส็บประกาศกลยุทธ์ยกระดับพัฒนาอุตสาหกรรมเหนือการหาได้รายได้ ปรับแนวดำเนินงานเชิงรุก กระจายเศรษฐกิจไมซ์ลงภูมิภาค ปรับใหญ่ใช้นวัตกรรมสร้างศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะเสริมผู้ประกอบการ
นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีเส็บ รวมถึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการระดับผู้บริหารทีเส็บ นำมาซึ่งการวางเป้าหมายเป็นหน่วยงานหลักด้านไมซ์ที่ “พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรม เพื่อความเจริญและกระจายรายได้”
ทั้งนี้ จะให้ความสำคัญต่อด้านกระจายรายได้ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 กลยุทธ์ผลักดันธุรกิจให้เติบโตรวดเร็ว เพิ่มการทำงานเชิงพื้นที่ (Area Based) ลงลึกระดับภูมิภาคในการมีส่วนร่วมรับการเติบโตตลาดไมซ์มากขึ้น จากที่แต่เดิมการช่วยเหลือจะกระจุกอยู่กับภาคธุรกิจที่เข้าหาทีเส็บเองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยแนวทำงานเชิงรุกเข้าไปช่วยทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น มีเป้าหมายยกระดับงานเทรดโชว์จากระดับบีทูซี ที่มุ่งเป้าสู่ผู้บริโภค เช่น คอนซูเมอร์แฟร์ ไปสู่งานระดับ บีทูบี หรือทำให้มีการเจรจาซื้อขายระหว่างธุรกิจด้วยกันเองมากขึ้น ขณะที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลักอยู่แล้ว ก็ต้องไม่ลดจำนวนงานลง แต่ขยายพื้นที่การจัดงานที่มีอยู่แล้วให้เป็นงานขนาดใหญ่ และเพิ่มจำนวนงานมากขึ้นเช่นกัน
จากผลสำรวจอันดับของไทยในตลาดไมซ์นานาชาติ ซึ่งจัดทำโดยสมาคมประชุมนานาชาติของโลก (ICCA) ไทยมีจำนวนการจัดงานมากเป็นอันดับ 27 ของโลกที่ 151 งานต่อปี ก่อนจะปรับขึ้นเป็นอันดับ 24 ในปีที่ผ่านมา แต่หากเทียบสถิติของเมืองที่มีการจัดประชุมทั่วโลก กรุงเทพฯ อยู่อันดับที่ 16 และมีจำนวนกว่า 103 งาน ทิ้งห่างไมซ์ซิตี้ ได้แก่ เชียงใหม่ ที่มีจำนวนการจัดเพียง 16 งานต่อปี และพัทยา จำนวน 10 งานต่อปี แสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวในกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่
เบื้องต้นมองพื้นที่การพัฒนาเป้าหมายก่อน ได้แก่ เชียงใหม่, ขอนแก่น ซึ่งมีการพัฒนาศูนย์ประชุมขนาดใหญ่รองรับอยู่แล้ว รวมถึงพื้นที่ภาคตะวันออก อาทิ พัทยา ระยอง เพื่อให้สอดคล้องกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยภายใต้หลักการนี้ ทีเส็บ อาจจะเป็นผู้ช่วยเหลือนำผู้จัดงานมืออาชีพเข้าไปช่วยบุกเบิกการจัดงานก่อน แต่ระยะยาวทุกภาคส่วน เช่น หอการค้าจังหวัด, นักธุรกิจ และเทศบาลเมืองในพื้นที่มีศักยภาพในการจัดงานและยกระดับงานของตัวเองในที่สุด
ที่ผ่านมามีตัวอย่างการส่งเสริมงานระดับภูมิภาคจนมีความแข็งแกร่ง เช่น ลานนา เอ็กซโป ที่พัฒนาจากงานเชิงค้าขายโอท็อปที่มีผู้บริโภคมาจับจ่าย มาสู่การเจรจาซื้อระหว่างนักธุรกิจด้วยกันมากขึ้น และต่อไปการสร้างความแข็งแกร่งของภูมิภาค จะเน้นเจาะลึกในเชิงสินค้าที่มีความโดดเด่น เช่น ส่งเสริมเทรดโชว์ด้านกาแฟ ที่ไทยมีการเพาะปลูกและตลาดเติบโตขึ้น ทั้งนี้ ไม่ได้สนับสนุนให้ทุกจังหวัดต้องแข่งกันสร้างศูนย์ประชุมใหม่ขึ้นมา แต่จะสร้างให้มีส่วนแบ่งในตลาดไมซ์ด้านอื่นๆ เช่น การจัดสัมมนาและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ที่ขยายตัวสูงเช่นกัน
นายจิรุตถ์ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายทีเส็บต่อไปจะต้องชัดเจนมากขึ้นว่า เป็นองค์กรที่ต่างจากการท่องเที่ยว ตรงที่มีความสัมพันธ์และมีทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวก็มีโอกาสเติบโตสูง แต่หากซบเซาก็จะมีผลต่อตลาดไมซ์ทันที เพราะตลาดที่เข้ามามีกิจกรรมในเชิงธุรกิจเป็นหลัก และวัตถุประสงค์ด้านท่องเที่ยวเป็นรอง
ดังนั้น ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบัน ยอมรับว่าเป็นห่วงจีดีพีของไทยที่เติบโตต่ำที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นอันดับ 3 ในเอเชียแปซิฟิก รองจากออสเตรเลียและมาเลเซีย ทำให้ต้องเร่งวางกลยุทธ์รับมือทั้งระยะสั้นและยาว ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดไมซ์ในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ เช่น ญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการสร้างฐานการประชุมและจัดงานของภาคธุรกิจในประเทศ ทำให้ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ
ในปี 2560 ทีเส็บคาดการณ์นักเดินทางกลุ่มไมซ์จะสร้างรายได้รวม 1.55 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นตลาดต่างประเทศ 1.01 แสนล้านบาท และตลาดในประเทศ 5.4 หมื่นล้านบาท หรือยังต่างกันราว 50% แต่ภายใน 4 ปีที่เข้ามาบริหารงานนั้น ต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้ตลาดในประเทศให้เป็น 50% เท่ากับตลาดต่างประเทศ
นอกจากนั้น ให้ความสำคัญกับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) โดยต่อไปจะมีการเวิร์คช้อปทุกแผนกภายในองค์กร เพื่อปรับปรุงระบบไอทีร่วมกัน นำไปสู่การสร้างศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะ (MICE Intelligence Center) เป็นเครื่องมือให้ภาคธุรกิจเข้าถึงข้อมูลการตลาดที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นการยกระดับพัฒนาความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมที่สำคัญอีกทางหนึ่ง
ขณะเดียวกันนอกจากการรักษาฐานตลาดเดิมแล้ว จะขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพด้วย เช่น อินเดีย เป็นต้น พร้อมกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงานระดับนานาชาติในไทย โดยล่าสุดประสบความสำเร็จในการนำงาน Asean Side of the Doc ซึ่งเป็นเทศกาลซื้อขายภาพยนตร์สารคดีระดับอาเซียนมาจัดในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 7-10 พ.ย.นี้
ทั้งนี้ การวางกลไกพัฒนาไมซ์จะอยู่ภายใต้ 4 แนวทางหลักได้แก่ ทำให้ไมซ์เติบโตคู่ขนานการพัฒนาประเทศ, การเติบโตในตลาดที่มีศักยภาพ, สร้างการเติบโตอย่างเท่าเทียม และเติบโตอย่างเข้มแข็งผ่านการพัฒนากฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจ โดยมี 5 กลยุทธ์ Quick Win รองรับ ได้แก่ มุ่งให้ไทยเป็นผู้นำโลกด้านไมซ์ทั้งด้านการสร้างมาตรฐานต่างๆ, เป็นผู้นำพัฒนาไมซ์ทั้งภาครัฐและเอกชน, ผลักดันองค์กรให้โปร่งใสและมีคุณธรรม ร่วมกับอีก 2 กลยุทธ์ที่กล่าวมาคือ กระจายรายได้ และใช้นวัตกรรมสร้าง MICE Intelligence